เราจะปลูกฝังความเห็นอกเห็นใจ (Sympathy) และความเมตตากรุณา (Compassion) ให้กับเด็กได้อย่างไร?

เราจะปลูกฝังความเห็นอกเห็นใจ (Sympathy) และความเมตตากรุณา (Compassion) ให้กับเด็กได้อย่างไร?

-----

ผมรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่ได้ยินข่าวสัตว์ถูกทำร้าย (ไม่เฉพาะแค่เสือดำในข่าวตอนนี้เท่านั้น แต่หมายรวมถึงหมา แมว และสัตว์อื่นๆ ด้วย) เนื่องจากส่วนตัวผมเองเป็นคนรักสัตว์ (เก็บหมาจรจัดมาเลี้ยงไว้ 11 ตัว แมวอีก 4 ตัว)

จริงอยู่ที่เราไม่จำเป็นต้องรักสัตว์หรือรักสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก

ผมเองก็มีสัตว์ที่ไม่ชอบเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่นแมงมุม แต่ผมก็แค่เลี่ยง อยู่ให้ห่างๆมัน ไม่ต้องไปไล่ฆ่าแมงมุมทุกครั้งที่เราเจอกัน เพราะแมงมุมเองก็คงรักชีวิตของตัวเอง กลัวเจ็บ กลัวตาย เหมือนกัน เพียงแต่มันพูดออกมาไม่ได้ การที่เราไม่ชอบสัตว์อะไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าเราจะอยู่ร่วมโลกเดียวกันกับสัตว์เหล่านั้นไม่ได้

ถ้าใครเคยดูซีรี่ย์สืบสวนสอบสวนฝรั่ง สิ่งหนึ่งที่มักจะเป็นสัญญาณบ่งบอกความเป็นฆาตกรโรคจิต (ที่มักจะเป็นฆาตกรต่อเนื่อง) ส่วนใหญ่ก็คือ การเริ่มลงมือทำร้ายสัตว์ เริ่มจากสัตว์เล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยับไปที่สัตว์ใหญ่ขึ้นๆ เรื่อยๆ ไปจนถึงมนุษย์ด้วยกันเอง

การคร่าชีวิตของสิ่งมีชีวิตอื่น (เพื่อความบันเทิง) ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนปกติทั่วไปเลยนะครับ ต้องไม่มีความรู้สึกสงสารเมตตา ต้องไม่สนใจว่าสิ่งมีชีวิตนั้นจะรู้สึกอย่างไร กลัวเจ็บกลัวตายหรือเปล่า...ไม่ได้มองเห็นคุณค่าของชีวิตสัตว์เหล่านั้น

-----

ตามหลักจิตวิทยาพัฒนาการแล้ว การรู้จักมีความเมตตาและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นจะเริ่มต้นตั้งแต่ 2-3 ขวบขึ้นไป เป็นช่วงที่เด็กจะเริ่มขยับขยายออกจากการยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง (Egocentric) เพิ่มความเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกนึกคิดของคนรอบข้างมากขึ้น โดยเริ่มจากคนใกล้ชิดรอบตัว แล้วค่อยๆ ขยายวงออกไปเป็นคนอื่นๆ ในสังคม

จากเพียงแค่การรับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่น (Acknowledgement) จะค่อยๆ พัฒนาขึ้นไปเป็นความใส่ใจ (Caring) การร่วมรู้สึก (Empathy) และความเมตตากรุณา (Compassion) ได้ในที่สุด

การเรียนรู้เช่นนี้เป็นทักษะที่สำคัญที่จะช่วยให้เด็กสามารถอยู่ร่วมสังคมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนลูกๆ ให้เรียนรู้ที่จะเข้าใจและใส่ใจผู้อื่นได้ ดังนี้

- "เด็กที่มีการควบคุมและจัดการกับอารมณ์ในเชิงลบได้ดี จะเข้าอกเข้าใจผู้อื่นได้ดีกว่า" โดยพ่อแม่จะต้องเป็น "โค้ช" สอนเรื่องอารมณ์ (โดยเฉพาะในเชิงลบ) พูดคุยถึงสาเหตุและผลที่จะตามมาจากอารมณ์นั้นๆ เพื่อช่วยให้เด็กสามารถจัดการกับอารมณ์ของตนเองได้ดีขึ้น

- "ดึงสถานการณ์ต่างๆ ที่เจอในชีวิตประจำวัน มายกเป็นตัวอย่างให้เด็กเห็นอย่างชัดเจน" พ่อแม่จะต้องใช้ตัวอย่างบุคคลต่างๆ (ทั้งที่เจอในชีวิตจริง ในโทรทัศน์ หรือในหนังสือ) ให้เด็กฝึกคิดว่าคนเหล่านั้นน่าจะรู้สึกอย่างไรในสถานการณ์นั้นๆ

- "ช่วยมองหาจุดร่วมของเด็กกับบุคคลอื่น" เนื่องจากเราจะรู้สึกเห็นอกเห็นใจคนเหล่านั้นได้ดีกว่าเมื่อเขามีอะไรบางอย่างที่คล้ายกันกับเรา นอกจากนี้ยังต้องช่วยเปิดโลกให้กับเด็กๆ ได้พบเจอและรู้จักกับผู้คนที่มีที่มาแตกต่างกัน

- "ใช้บทบาทสมมุติมาช่วยในการฝึก"

- "ให้เด็กได้มีโอกาสทำกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น"

ที่สำคัญที่สุด คือคุณพ่อคุณแม่เป็นแบบอย่างที่ดีที่สุด เด็กๆ จะเรียนรู้มากที่สุดจากการเลียนแบบพฤติกรรมที่มองเห็น ไม่ใช่แค่จากคำพูดที่พร่ำสอน

-----

สุดท้ายนี้ ขอจบด้วยบทกลอนสะเทือนอารมณ์ของคุณสืบ นาคะเสถียร ที่กระตุ้นให้เราตระหนักคิดว่า แท้จริงแล้ว "มนุษย์" ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญามากที่สุด น่าจะต้องเข้าใจถึง "คุณค่าของชีวิต" มากที่สุดไม่ใช่หรือ?

“เสียงปืนที่ดังลั่น ตัวแม่นั้นต้องสิ้นใจ
ลูกน้อยที่กอดไว้ กระดอนไปเพราะแรงปืน
ฝืนใจเข้ากอดแม่ หวังแก้ให้แม่ฟื้น
แม่จ๋าเพราะเสียงปืน จึงไม่คืนชีวิตมา
โทษไหนจึงประหาร ศาลไหนพิพากษา
ถ้าลูกท่านเป็นสัตว์ป่า ใครเข่นฆ่าท่านยอมไหม
ชีวิตใครใครก็รัก ท่านประจักษ์หรือไม่
โปรดเถิดจงเห็นใจ สัตว์ป่าไซร้ก็เหมือนกัน”


------------------------------------------------------------------
We play, therefore we learn.
พบกับเกมสำหรับเด็กที่จะฝึกพัฒนาการ ได้ที่ Playto - The Playducation Shop
สามารถติดต่อสอบถามได้ที่
Inbox : fb.me/msg/playtoshop


line@ : @playto (http://line.me/ti/p/@playto)
หรือดูสินค้าได้ในเว็บไซต์ www.playto.co.th

#playto #beleduc #educo #haba #kinderspiele
#เกมพัฒนาEF #ของเล่นเสริมพัฒนาการ